|
ตามตำนานทางศาสนาพุทธ กล่าวว่า ในช่วงฤดูเข้าพรรษา ฤดูกาลหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อแสดงพระธรรมเทศนา โปรดพระมารดา ผู้ซึ่งหลังจากที่คลอด เจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็สิ้นพระชนม์ลง และได้เกิดเป็น เทพยดาอยู่บนสวรรค์ ในเว
ลาต่อมา กล่าวกันว่า พระธรรมเทศนา ที่ทรงแสดงแก่พระมารดานี้ มีความยาวตลอด ทั้งพรรษา (3 เดือน) จึงจบลง
หลังจากที่เสร็จสิ้น ภารกิจบนสวรรค์แล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ พระองค์ได้รับการต้อนรับ จากฝูงชนทั้งที่ เป็นพระสาวก และผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา เป็นจำนวนมาก และเพื่อเป็นการระลึกถึง ในวันนี้ ในครั้งพระพุทธกาล จึงได้มีการจัดงาน เทศกาลขึ้น 2
งานด้วยกัน กล่าวคือ "ตักบาตรเทโว" ซึ่งจัดขึ้นในภาคกลาง และ "ประเพณีชักพระ" จัดขึ้นทางภาคใต้ ของประเทศ ทั้ง 2 งานนี้ ต่างก็จัดขึ้น เพื่อเป็นการแสดงให้เห็น การเสด็จกลับ สู่โลกมนุษย์ ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า และทุกๆปี ก็จะจัด
ให้มีขึ้นทันที หลังจากออกพรรษาแล้ว อย่างไรก็ตาม การเฉลิมฉลอง ของงานเทศกาลทั้ง 2 นี้ อาจจะแตกต่างกันบ้าง ทางด้านการตระเตรียมงาน และถือปฏิบัติ กล่าวคือ การตักบาตรเทโว ซึ่งหมายถึง "การถวายอาหาร แก่พระสงฆ์" งานฉลอง จึงเป็นการ จำลองเหตุการณ์
ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงจากสวรรค์ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของขบวนแห่ จึงมักนิยมใช้ที่สูงๆ เช่น เนินเขา สำหรับใน กรุงเทพมหานครนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภูเขาทอง วัดสระเกศ แต่สำหรับวัด ที่ตั้งอยู่ห่างจากเนินเขา ก็จะใช้พระอุโบสถ เป็นจุดเริ่มต้นขบวนแห่
เมื่อทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว พระสงฆ์จะยืนเรียงแถว ในขบวนซึ่งจะนำโดย พระพุทธรูปในท่ายืน อัญเชิญโดย ชายผู้ซึ่งได้รับ การสมมติ ให้เป็นพระอินทร์ และพระพรหม แล้วจึงค่อยๆ เคลื่อนขบวนแห่ ไปตามทางที่เตรียมไว้ ประชาชนก็จะถวายอาหาร และผลไม้ต่างๆ แก่พระสงฆ์ ที
่จะเดินผ่านมา ข้างหน้าตน พิธีจะจบลง เมื่อพระสงฆ์ รูปสุดท้ายในขบวนเดินครบรอบ
ในขณะเดียวกัน คำว่า "ชักพระ" ถ้าแปลตามตัว ก็คือ "การดึงพระ" นั่นเอง และส่วนใหญ่ ก็จะจัดขึ้นในหลายจังหวัด ทางภาคใต้ เช่น ที่นครศรีธรรมราช ปัตตานี พัทลุง สงขลา และยะลา ประเพณีชักพระ ที่น่าตื่นตา มากที่สุด ก็เห็นจะเป็นที่แม่น้ำตาปี
ในจังหวัด สุราษฎร์ธานี เพื่อนเป็นการฉลอง โอกาสนี้ ก็จะมีพิธีจัดขบวนแห่ขึ้น 2 ขบวนพร้อมๆกัน กล่าวคือ สำหรับแห่ทางบก และทางน้ำ สำหรับขบวนแห่ทางบกนั้น ก็จะมีการประดับประดา รถขบวน อย่างสวยงาม แล้วก็จะถูกลากไปรอบๆ เมือง โดยผู้ที่เข้ามาเข้าร่วม ในขบวนแห่นั้น ใ
นขณะเดียวกัน ประเพณีทางน้ำนั้น ก็มีจุดเด่นอยู่ที่ การประดับตกแต่งทุ่น หรือแพปะรำพิธี ด้วยลวดลายไทยสีต่างๆ เพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ทุ่นนี้ก็จะถูกลากจูง ไปยังกลางแม่น้ำ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา พอถึงวันรุ่งขึ้น ทุ่นที่ใช้ประดิษฐาน พระพุทธรูปนี้ ก็จะถูกล
ากจูงไปตากลำน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา และทำบุญ ขบวนแห่ทั้งทางน้ำ และทางบก ต่างก็เป็นเหตุการณ์ที่สวยงามมาก ประเพณีชักพระนี้ ก็จะจบลงด้วย การแข่งเรือ อันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมกับการละเล่นทางประเพณีต่างๆ
ได้รับอนุญาติจาก : ธนพล จาดใจดี. (1994). เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ห.จ.ก. ไทยเจริญการพิมพ์.
|